ARUN RPG

AR-011 · 11 / 60

วัชรเวศ อัครทวาร

Vajrawej Akrathawan

วัชรเวศ อัครทวาร

วัชรเวศ อัครทวาร · AR-011

บทบาท: ผู้พิทักษ์ประตู

ดินแดน: ด่านศิลาระหว่างโลก

อาวุธ: กระบองหลักทวาร

พลัง: ตั้งเขตคุ้มครองที่แบ่งรับแรงกระแทกให้ผู้หลบภัย

ข้อจำกัด: เขตอยู่ได้เมื่อเขายืนอยู่ภายใน และทุกชีวิตข้างในมีน้ำหนักเท่ากัน

ปีที่เข้าร่วม: 19

ยักษ์ผู้เลือกเปิดประตู

วัชรเวศถูกเลี้ยงมาให้ยืนตรงกลางประตู ร่างใหญ่ ผิวเขียว และกระบองหนักทำให้เขาเหมาะกับงานที่บรรพชนทำมาหลายรุ่น ผู้ผ่านทางมักจำเขาเป็นรูปปั้นหลายกว่าคน เขาได้ยินความลับจากคนที่คึดว่าผู้เฝ้าประตูบ่จำเป็นต้องฟัง และจำกลิ่นอาหารจากครอบครัวที่หยุดพักใต้เงาของตนได้ดีกว่าเสียงสรรเสริญในพิธี

หลังคืนฟ้าขาด ด่านศิลาระหว่างโลกกลายเป็นจุดผ่านสำคัญ สมาพันธ์ตราขาวมอบบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ์เดินทางแก่เขา วัชรเวศภูมิใจที่ได้ช่วยรักษาระเบียบ เขาทำตามบัญชีอย่างตรงไปตรงมา แม้ต้องปฏิเสธคนที่เคยแบ่งน้ำให้ตน ย้อนเชื่อว่าข้อยกเว้นเล็กน้อยจะทำให้ประตูทั้งบานพัง

วันหนึ่งช่างหินชื่อปานพาภรรยาที่กำลังคลอดมาถึง ใบอนุญาตเปียกฝนจนตราเลือน วัชรเวศให้รอเจ้าหน้าที่รับรอง ปานคุกเข่าขอเพียงทางไปหาหมอ เขายังคงยืนตรงตามคำสั่ง เด็กคลอดข้างประตูและรอดชีวิต แต่มารดาเสียเลือดจนบ่อาจเดินได้อีก ปานบ่กลับมาด่าว่า เขาเพียงเลิกเงยหน้าทักยักษ์ที่เคยคุ้นเคย

ความเงียบนั้นติดตามวัชรเวศนานกว่าคำสาป เขาทบทวนกฎทีละข้อและพบว่าบ่มีบรรทัดใดบอกให้ปล่อยคนป่วยรอจนเกิดอันตราย เขาเองต่างหากที่เลือกความแน่นอนของบัญชีแทนความยากของการตัดสินใจ เมื่อขอเพิ่มทางฉุกเฉิน ผู้บังคับบัญชาตอบว่าหน้าที่ของกระบองคือขวาง บ่แม่นคิด

ปีที่สิบเก้า กลุ่มผู้ลี้ภัยมาถึงพร้อมหน่วยแนวร่วมอรุณที่กำลังตรวจเส้นทาง เศษหินจากรอยแยกเริ่มตก แต่เจ้าหน้าที่สั่งปิดประตูย้อนฝั่งนอกมีคนไร้ทะเบียน วัชรเวศเห็นปานอยู่ในกลุ่มนั้น อุ้มเด็กที่เกิดข้างเท้าของตน เขายกกระบองขึ้น ทุกคนถอยย้อนคึดว่าจะถูกไล่ ก่อนปลายกระบองกระแทกเข้ากลอนด้านในจนแตก

เขาตั้งเขตคุ้มครองรอบผู้คน แรงกระแทกจากหินทุกก้อนผ่านเข้าร่างเขาเท่า ๆ กัน บ่ว่าคนใต้เขตจะมีตราหรือบ่ วัชรเวศพยายามรับเบิดจนเข่าทรุด แล้วได้ยินอัศราบอกให้แบ่งพื้นที่ อรัญช่วยค้ำแนวหน้า ส่วนเอรินสร้างทางเลี่ยง เขายอมลดเขตให้ทุกคนช่วยกันรับ บ่มีประตูใดควรต้องพึ่งคนคนเดียวที่ห้ามล้ม

เมื่อคนสุดท้ายออกมา เจ้าหน้าที่ประกาศปลดเขาและเรียกกระบองคืน วัชรเวศคืนตราประจำด่าน แต่ขอถือกระบองไว้เป็นหลักฐานว่ามันเคยถูกใช้ปิดทางจั่งใด๋ เขาไปหาปาน บ่ขอให้ลืมเรื่องเก่า เพียงเสนอช่วยค่ารักษาและพาครอบครัวเดินทางจนถึงหมอ ปานรับความช่วยเหลือ แต่ยังบ่เรียกเขาว่าสหาย

ที่ค่ายแนวร่วม วัชรเวศนั่งอยู่ไกลกองไฟย้อนกลัวบังแสง เด็กของปานเดินมาถามว่าข้างตัวเขาอุ่นไหม เขาขยับพื้นที่ให้โดยบ่แตะตัวเด็กจนได้รับอนุญาต ชั่วขณะนั้นเขาเข้าใจว่าการคุ้มครองบ่แม่นการทำให้คนจำเป็นต้องอยู่ใต้เงาตน แต่คือการให้พวกเขาเลือกได้ว่าจะอยู่หรือเดินจากไป

เขาเข้าร่วมในฐานะผู้พิทักษ์จุดอพยพ กำหนดทางออกทุกเขตให้เห็นชัด และฝึกคนอื่นใช้กระบองหลักทวารแทนตนได้ เงื่อนไขแรกที่เขาขอคือห้ามใช้รูปร่างของเขาข่มขู่ผู้มาขอความช่วยเหลือ เมื่อออกเดินทางอีกครั้ง วัชรเวศบ่ได้ยืนกลางประตู เขายืนข้างบานที่เปิดอยู่ และนับผู้ผ่านทางด้วยชื่อเท่าที่พวกเขายินดีบอก