ARUN RPG

ARUN RPG CHRONICLES

โลกและปฐมบท

ฉบับภาษาไทย

ถึงผู้อ่าน

โลกอาจเรียกคนคนหนึ่งว่าผู้แพ้ ผู้ผิดพลาด คนแปลกหน้า หรือสิ่งที่ไม่ควรอยู่ตรงนี้ แต่ชื่อที่โลกมอบให้ไม่จำเป็นต้องเป็นคำสุดท้ายของชีวิต

หนังสือเล่มนี้คือจักรวาลเนื้อเรื่องฉบับสร้างสรรค์ใหม่ของ ARUN RPG รวมตัวละครจากสิบสายอาชีพเดิมกับตัวละครแนวคิดใหม่อีกห้าสิบตัว ทุกคนได้รับชื่อ ประวัติ ความสัมพันธ์ อาวุธ พลัง และข้อจำกัดในเส้นเรื่องเดียวกัน เรื่องดำเนินจากชีวิตก่อนการต่อสู้ ผ่านการตัดสินใจที่เปลี่ยนตัวตน จนถึงวันที่เลือกยืนร่วมแนวร่วมอรุณ

รูปลักษณ์บางส่วนได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปะ นิทาน และตำนานหลายวัฒนธรรม โดยเคารพที่มา ตัวละครในเล่มเป็นบุคคลสมมติที่ตั้งชื่อและเขียนเรื่องใหม่ มิใช่การเล่าหลักความเชื่อหรืออ้างว่าเป็นเทพ บุคคลศักดิ์สิทธิ์ หรือบุคคลในตำนานองค์จริง พลังและกติกาในเรื่องเป็นส่วนของโลกแต่งนี้

สิบสายอาชีพแรกอ้างอิงชื่อสายอาชีพและภาพตัวละครที่มีบนเว็บไซต์เกม ส่วนชื่อบุคคลและประวัติทั้งหมดเป็นข้อเสนอเนื้อเรื่องใหม่ ตัวละครใหม่ห้าสิบตัว รวมถึงพลัง อาวุธ และเหตุการณ์ในหนังสือ ไม่ใช่ประกาศยืนยันว่ามีให้เล่นครบแล้วในเกม

แต่ละบทประกอบด้วยหน้าแนะนำตัวละครและเรื่องกำเนิดฉบับเต็ม ภาคท้ายมีเหตุการณ์รวมทีมและข้อมูลสำหรับพัฒนาต่อเป็นอนิเมะ ซึ่งเปิดเผยทิศทางของเรื่อง ผู้อ่านที่ต้องการติดตามเฉพาะประวัติสามารถอ่านบทตัวละครได้โดยอิสระ ก่อนกลับมาพบความเชื่อมโยงในภายหลัง

ไม่มีใครในเล่มได้รับสิทธิ์เป็นนักสู้เพียงเพราะถืออาวุธงดงาม พวกเขาต้องเลือกว่าจะใช้แรงของตนทำอะไร รับผิดชอบต่อสิ่งใด และยอมให้ใครเดินอยู่ข้าง ๆ นี่คือเรื่องของผู้คนที่ไม่ได้มีที่ยืนพร้อมตั้งแต่แรก แต่ช่วยกันสร้างพื้นที่ซึ่งคนอื่นจะไม่ต้องถูกผลักออกไปง่าย ๆ อีก

ปฐมบท — คืนที่โลกนับคนไม่ครบ

เสียงระฆังดังผิดจังหวะสามครั้งก่อนฟ้าขาด

เด็กชายอรัญกำลังพยายามใส่ฟันเฟืองลงในนาฬิกาที่พ่อห้ามแตะ เขาทำมันหลุดใต้โต๊ะและก้มตาม จึงไม่เห็นแสงสีขาวซึ่งลากผ่านหน้าต่าง เขาจำเพียงเสียงแก้วแตกกับมือใหญ่ที่ดึงคอเสื้อขึ้น ก่อนผ้าคลุมจะตกเหนือศีรษะและโลกทั้งใบกลายเป็นกลิ่นเหล็กเปียก

“จับชายเสื้อไว้” พ่อบอก “ถ้ามือหลุด ให้เรียกชื่อพ่อ อย่าเรียกแค่ว่าช่วยด้วย”

คำสั่งนั้นฟังประหลาดจนเด็กจำได้ดีกว่าความกลัว ผู้คนบนสะพานตะโกนขอความช่วยเหลือพร้อมกัน เสียงจำนวนมากชนกันจนไม่มีใครรู้ว่ามาจากไหน แต่เมื่อมีคนเรียกชื่อใครสักคน ใบหน้าหนึ่งจะหันกลับเสมอ

ไกลจากหมู่บ้านอรุณหลายเส้นทาง ชายหนุ่มชื่อเนรามยืนอยู่หน้าประตูทดลองที่หยุดทำงาน ในมือมีบัญชีผู้เดินทางซึ่งเปียกเลือด เขาทำงานตรวจทะเบียนและเชื่อว่าตัวเลขช่วยให้คนได้รับการจัดสรรอย่างยุติธรรม คืนนี้จำนวนในบัญชีกับจำนวนผู้ผ่านประตูไม่ตรงกัน ภรรยาของเขาอยู่ฝั่งที่มองไม่เห็น และเสียงจากเครื่องสื่อสารถามเพียงว่ายืนยันยอดได้หรือยัง

เนรามรู้ว่าหากเปิดประตูโดยไม่คุมจังหวะ ทั้งสองฝั่งอาจรับแรงปะทุ เขาขอเวลาอีกครู่เพื่อหาจำนวนจริง แต่ข้อมูลจากแต่ละด่านไม่ตรงกัน ชื่อสะกดต่าง คนเดินทางไม่มีเอกสาร และเจ้าหน้าที่บางคนกรอกยอดที่ผู้บังคับบัญชาต้องการแทนสิ่งที่ตนเห็น

ประตูปิดลงก่อนเขาเลือกได้ แสงบนเครื่องสื่อสารดับและชื่อภรรยากลายเป็นหนึ่งในช่องที่เขียนว่าไม่ทราบผล เนรามอ่านช่องนั้นทุกคืนอยู่หลายปี จนเริ่มเกลียดสิ่งที่ไม่มีคำตอบมากกว่าสิ่งที่ผิดอย่างแน่นอน

เขารวมคนมีความรู้สร้างสมาพันธ์ตราขาวขึ้นจากเครือข่ายช่วยเหลือระหว่างเมือง งานแรกของพวกเขาช่วยชีวิตมากจริง ทั้งจัดยา ซ่อมประตู และตามคนหาย ผู้คนไว้ใจตราสีขาวเพราะมันเคยมาถึงพร้อมข้าวกับผ้าห่ม ทว่าทีละข้อ ระเบียบเพื่อป้องกันความสับสนกลายเป็นเงื่อนไขว่าใครสมควรได้รับสิ่งเหล่านั้น

ผู้ไม่มีชื่อที่ระบบอ่านได้ถูกสั่งรอ ผู้มีร่างไม่ตรงกับช่องในแบบฟอร์มถูกส่งตรวจเพิ่ม ผู้ตั้งคำถามถูกเรียกว่าเหตุให้การช่วยเหลือล่าช้า เนรามไม่ได้ตื่นขึ้นมาแล้วอยากทำร้ายโลก เขาเพียงยอมให้คนบางส่วนรับความเจ็บ เพื่อให้โลกส่วนที่ตนควบคุมดูแน่นอนขึ้นทุกปี

สิบแปดปีต่อมา บนสะพานที่พ่อไม่เคยกลับมา อรัญยืนถือดาบรับค่าจ้างจากสมาพันธ์เดียวกัน เขาเหนื่อยกับการเป็นคนจนที่ถูกขอให้เข้าใจทุกอย่าง และตั้งใจจะทำงานตามคำสั่งให้จบโดยไม่แบกชีวิตของคนอื่นอีก

แล้วเด็กหญิงคนหนึ่งก็วางนาฬิกาแตกลงตรงหน้าเขา ขอแลกมันกับทางผ่านให้ยาย

นาฬิกาไม่เดินแล้ว ไม่มีราคาเพียงพอซื้อสิ่งใดในด่าน และไม่ได้มีพลังซ่อนอยู่ มันเพียงทำให้อรัญจำมือของคนที่เคยซ่อมของไร้ราคาให้ผู้คนได้ เขามองเด็ก มองประตู แล้วรู้ว่าคืนนี้ตนกำลังยืนอยู่ตรงตำแหน่งที่วันหนึ่งอาจมีเด็กอีกคนจำไปตลอดชีวิต

โลกไม่ได้เปลี่ยนเพราะมีเสียงทำนายประกาศผู้ถูกเลือก โลกเริ่มเปลี่ยนเมื่อชายคนหนึ่งคืนค่าจ้าง วางตัวเองไว้ในช่องประตู และพูดคำที่ทำให้คนเก้าคนในบริเวณนั้นหันกลับมา

“ใครยังพอมีแรง ช่วยกันตรงนี้ก่อน”

ก่อนรุ่งสาง สะพานยังไม่สมบูรณ์ คนหายยังไม่ได้กลับทั้งหมด และคำสั่งจากเมืองหลวงยังมีผล แต่บนโต๊ะในร้านนาฬิกา มีสมุดเล่มหนึ่งเปิดขึ้น ผู้รอดชีวิตเริ่มบอกชื่อของตนให้หญิงถือโคมจดไว้ ไม่มีช่องใดบังคับให้เขียนคุณค่าของชีวิตเป็นตัวเลข

นี่ไม่ใช่คืนที่ความมืดพ่ายแพ้ มันเป็นคืนที่ความมืดพบว่ามีคนเริ่มจำชื่อกันได้แล้ว

โลกหลังคืนฟ้าขาด

คืนฟ้าขาดคือเหตุรอยแยกครั้งใหญ่ในปีศูนย์ของเส้นเวลาหนังสือ ทางผ่านระหว่างภูมิภาคและชั้นพลังเสียหาย บางพื้นที่เปลี่ยนสภาพ บางชีวิตเปลี่ยนรูปร่าง และผู้คนจำนวนมากสูญหาย การเปลี่ยนร่างไม่ได้บ่งบอกความดี ความชั่ว หรือคุณค่าของผู้ได้รับผล

โลกหลักเชื่อมหมู่บ้านอรุณ หุบเขาจันทรา แดนศิลาอัคคี ยอดเขาเหมันต์ ป่าหยกพันปี โอเอซิสสุริยัน บึงหมอกเรืองแสง หมู่เกาะปะการัง ซากนครสายฟ้า และอาณาจักรดาราม่วง ส่วนเมืองผีในเรื่องเป็นพื้นที่ชายขอบที่เส้นทางกับทะเบียนไม่ตรงกัน สถานที่ย่อย เช่น บ้านเคลื่อนเงาหรือสถานีประตูสี่ฟาก เป็นส่วนขยายของโลกแต่ง ไม่ใช่การยืนยันสถานะแผนที่ในเกมปัจจุบัน

รอยประสานคือความสามารถที่เกิดเมื่อร่าง จิตใจ วัตถุ หรือสภาพแวดล้อมเชื่อมกับพลังหลังฟ้าขาด การเลือกที่สำคัญอาจทำให้ผู้ใช้เข้าใจหรือเปิดพลังนั้น แต่ความดีไม่ใช่เชื้อเพลิงอัตโนมัติ ผู้ใช้ยังต้องฝึก ตรวจข้อจำกัด และรับผลของสิ่งที่ทำ พลังไม่ตัดสินถูกผิดแทนเจ้าของ

พลังไม่สร้างทรัพยากรได้ไม่สิ้นสุด ความร้อนต้องระบาย น้ำต้องมาจากแหล่งหนึ่ง ร่างที่ฟื้นตัวต้องการอาหาร การป้องกันมีขอบเขต และความเหนื่อยต้องพัก เวทมนตร์จึงทำให้การร่วมมือมีความหมายมากขึ้น แทนทำให้ทักษะธรรมดาไร้ค่า

รอยสะท้อนคือส่วนของเสียง ความรู้สึก หรือเหตุการณ์ที่หลงเหลือ ไม่เท่ากับบุคคลทั้งคน การรับฟังต้องเคารพขอบเขต ไม่มีตัวละครใดในเล่มชุบผู้ตายกลับมาได้ตามใจหรือรับรองว่าคนสูญหายยังอยู่โดยไม่มีหลักฐาน

สมาพันธ์ตราขาวเป็นองค์กรที่มีทั้งผู้ตั้งใจช่วย ผู้ทำตามความเคยชิน ผู้กลัวเสียงาน และผู้ใช้ระบบหาผลประโยชน์ การต่อสู้กับความผิดขององค์กรไม่ทำให้สมาชิกทุกคนเป็นศัตรูโดยอัตโนมัติ แนวร่วมต้องแยกคนออกจากคำสั่งและเปิดทางให้ผู้ยอมเปลี่ยนฝ่ายให้การอย่างตรวจสอบได้

เครื่องประทับศูนย์เป็นโครงการของอัครเลขาเนราม ออกแบบให้ประตูและโครงข่ายพลังยอมรับเพียงทะเบียนกลางชุดเดียว มันไม่ได้ลบคนออกจากความเป็นจริง แต่ทำให้ผู้ไม่ผ่านเกณฑ์หมดสิทธิ์เดินทาง รับพลัง และเข้าถึงโครงสร้างจำเป็น เมื่อชีวิตขึ้นกับประตูเหล่านี้ การถูกลบจากบัญชีจึงอันตรายถึงชีวิต

แนวร่วมอรุณเกิดจากผู้รอดคืนสะพานอรุณ มีหน้าที่เปิดเส้นทาง ช่วยผู้ถูกทิ้ง และรักษาหลักฐานเพื่อแก้เหตุที่ทำให้คนต้องหนี สมาชิกไม่จำเป็นต้องมีอาวุธเหมือนกันหรือเชื่อทุกเรื่องตรงกัน แต่ต้องเปิดเผยความเสี่ยง รับคำปฏิเสธ ตรวจสอบคำสั่ง และไม่เรียกร้องให้ผู้เสียหายให้อภัยเพื่อรักษาภาพของกลุ่ม

เส้นเวลาที่ใช้ร่วมกัน

ปี 0 — คืนฟ้าขาด ประตูเสียหายทั่วภูมิภาค ความสามารถและรูปร่างบางชนิดเปลี่ยน ผู้สูญหายจำนวนมากยังไม่มีข้อสรุป อรัญอายุเจ็ดปีในคืนดังกล่าว

ปี 1–17 — สมาพันธ์ตราขาวเติบโตจากหน่วยช่วยเหลือเป็นผู้ควบคุมทะเบียนและทางผ่าน ชุมชนฟื้นตัวไม่เท่ากัน ตัวละครแต่ละคนมีชีวิต การฝึก และความขัดแย้งของตนในช่วงนี้ เรื่องไม่ได้กำหนดว่าทุกคนเกิดจากฟ้าขาดหรือมีอายุเท่ากัน

ปี 18 — คืนสะพานอรุณ สิบตัวละครจากสายอาชีพเดิมช่วยผู้ถูกปฏิเสธทางผ่าน หลังเหตุการณ์ พวกเขาก่อตั้งแนวร่วมอรุณ เปิดสมุดคนรอด และเริ่มสำรวจเส้นทางประตูทดลอง

ปี 19 — ภารกิจเปิดเส้นทาง ช่วยชุมชน และติดตามระบบควบคุมพลัง เชื่อมสมาชิกใหม่ลำดับ 11–32 เข้ากับแนวร่วม หลายคนมีภาระกลับไปฟื้นบ้านหรือชดใช้เรื่องเก่า จึงไม่ได้เดินทางในขบวนเดียวกันตลอดเวลา

ปี 20 — หลักฐานเรื่องเครื่องประทับศูนย์ชัดขึ้น สมาชิกใหม่ลำดับ 33–60 เข้าร่วมผ่านภารกิจที่เชื่อมทะเล ภูเขา เมืองชายขอบ และโอเอซิส เหตุการณ์ภายในปีอาจซ้อนกันได้ โดยจัดลำดับตอนดัดแปลงให้สอดคล้องกับผู้ร่วมภารกิจที่ระบุไว้

ปลายปี 20 — สมาชิกทั้งหกสิบมาพบกันที่บ้านเคลื่อนเงา ก่อนตัดสินใจเริ่มภารกิจใหญ่ร่วมกัน เหตุการณ์นี้อยู่ในบทส่งท้ายของเล่ม การยุติโครงการเครื่องประทับศูนย์และคำตอบเรื่องผู้สูญหายยังเป็นเส้นเรื่องที่จะพัฒนาต่อ