ศศิน เวฬาธร
Sasin Velathon • AR-003
บทบาท: นักดาบจันทรา
ถิ่นกำเนิด: หุบเขาจันทรา
อาวุธ / เครื่องมือ: ดาบเสี้ยวคืน
พลัง: ย่นระยะระหว่างเงาสองเงาที่มองเห็นภายใต้แสงเดียวกัน
ข้อจำกัด: ไปยังเงาที่ไม่เห็นไม่ได้ การเคลื่อนซ้ำรบกวนการทรงตัว
ปีเข้าร่วม: 18
แสงที่มาช้าหนึ่งคืน
ในหุบเขาจันทรา ผู้เฝ้าหอแสงสอนศศินว่าหน้าที่ของนักดาบคือไปถึงก่อนเสียงระฆังสุดท้าย เขาเป็นศิษย์ที่เร็วที่สุดของรุ่น เคลื่อนผ่านเงาเสาด้วยความแม่นยำจนผู้ใหญ่เริ่มใช้ชื่อเขาเป็นคำชมเด็กคนอื่น แต่ทุกเย็นเมื่อกลับบ้าน น้องชายชื่อสินจะบ่นว่าเขาช้า เพราะปล่อยให้นั่งรอกินข้าวจนเย็น ศศินไม่เคยคิดว่าคนเราสามารถมาถึงเร็วทุกสนาม และช้าเกินไปสำหรับคนที่รักได้พร้อมกัน
คืนหนึ่งคณะผู้ตรวจสั่งให้เขาคุ้มกันรถเสบียงของชนชั้นสูง อาจารย์เตือนว่ากำลังมีผู้สูญหายตามทางเหนือ แต่ภารกิจของผู้มีตรารับรองสำคัญกว่า ศศินรับงานโดยไม่ถาม เมื่อกลับถึงบ้าน เขาพบชามข้าวสองใบกับตะเกียงที่ดับแล้ว สินออกไปตามหาเขาทางเหนือ และไม่กลับมา ไม่มีศพ ไม่มีคำยืนยัน มีเพียงรอยรองเท้าเล็กหยุดอยู่ตรงเงาของประตูร้าง
ศศินออกตามหาจนผมขาวก่อนวัย เขาซื้อข่าวจากทุกคนที่อ้างว่าเห็นเด็กชาย บางครั้งรู้ว่าเป็นเรื่องโกหกแต่ก็ยอมจ่าย เพราะการเสียเงินยังง่ายกว่าการยอมรับว่าไม่มีอะไรให้ทำอีก เขาฝึกดาบภายใต้แสงจันทร์จนเห็นเส้นเชื่อมระหว่างเงา และในที่สุดก็ข้ามระยะที่ร่างกายธรรมดาข้ามไม่ได้ แต่พลังนั้นเกิดขึ้นหลังวันที่จำเป็นต้องใช้ เขาจึงเกลียดมันยิ่งกว่าความอ่อนแอของตน
ชื่อเสียงนักดาบเงาจันทราพาเขาเข้าสู่หอเอกสารปิด ที่นั่นมีบันทึกว่าผู้หายไปหลายคนถูกส่งผ่านประตูทดลอง ไม่ใช่ถูกสัตว์ร้ายจับ ศศินพบลายมืออาจารย์ในใบอนุมัติ เขาชักดาบทันที ชายชราไม่หลบ เพียงยอมรับว่าเชื่อว่าการเสียคนส่วนน้อยจะช่วยรักษาประตูใหญ่ไว้ได้ “อาจารย์รู้ชื่อคนส่วนน้อยไหม” ศศินถาม และเมื่ออีกฝ่ายตอบไม่ได้ เขารู้ว่าตนไม่อาจอยู่ในหอนั้นต่อไป
เขาไม่ฆ่าอาจารย์ การตัดสินใจนั้นไม่ได้เกิดจากความสงบ แต่จากความโกรธที่ต้องการคำตอบมากกว่าศพ ศศินขโมยสำเนาเอกสารหนีออกมา ทว่าในการหลบหนี เขาข้ามเงาติดต่อกันมากเกินไปจนสูญเสียการทรงตัวและทำใบสำคัญตกลงเหว เหลือเพียงรายชื่อเส้นทางบางส่วน ความสามารถของเขาไม่อาจแก้ทุกความผิดพลาด และความเร็วไม่ทำให้การตัดสินใจดีขึ้นโดยอัตโนมัติ
เส้นทางหนึ่งนำมาถึงสะพานอรุณในคืนที่ผู้ลี้ภัยถูกขังอยู่อีกฝั่ง ศศินเห็นป้ายประตูทดลองคล้ายกับตราในเอกสาร เขามีโอกาสติดตามรถเจ้าหน้าที่ ซึ่งอาจพาไปหาสินได้ แต่ในเวลาเดียวกัน น้ำกำลังยกตัวและเด็กหลายคนติดอยู่บนรถเกวียน เขายืนอยู่บนหลังคา ฟังหัวใจของตนเถียงกัน คนหนึ่งร้องว่าเขารอมานานพอแล้ว อีกคนถามว่าเขาจะยอมสร้างพี่ชายแบบตนขึ้นอีกกี่คน
ศศินปล่อยรถเจ้าหน้าที่ผ่านไป แล้วกระโดดลงหาผู้ลี้ภัย เขาวางดาบให้สะท้อนแสงตะเกียง เชื่อมเงาจากเกวียนถึงแนวกำแพงทีละช่วง ไม่พาใครข้ามระยะที่มองไม่เห็น เด็กคนสุดท้ายกอดคอเขาแน่นจนแทบหายใจไม่ออก หลังส่งถึงฝั่ง เขาอาเจียนเพราะการทรงตัวพังและร้องไห้ด้วยความโกรธ เขาเพิ่งทิ้งเบาะแสสำคัญที่สุดในรอบหลายปีเพื่อคนที่ไม่รู้จักชื่อ
เนตรดาวมานั่งข้างเขาโดยไม่ปลอบว่าเดี๋ยวทุกอย่างจะดีขึ้น เธอเสนอให้จดสิ่งที่เขาเห็นไว้ก่อนความเหนื่อยจะทำให้รายละเอียดหายไป อัศราให้รายชื่อด่านที่รถคันนั้นต้องผ่าน ส่วนวารินบอกว่าเส้นทางล้อไม่ได้หายเพียงเพราะคนตามหยุดช่วยผู้อื่น เป็นครั้งแรกที่ศศินพบคนซึ่งไม่ขอให้เขาเลิกตามหาน้อง แต่ช่วยให้การตามหาไม่ต้องแลกด้วยการทิ้งทุกคนไว้ข้างหลัง
เขาเข้าร่วมแนวร่วมอรุณในฐานะผู้สำรวจประตู โดยขอเก็บชื่อสินไว้ในสมุดคนรอดที่ยังไม่ปิดบัญชี อรัญถามว่าเขาแน่ใจหรือว่าน้องยังมีชีวิต ศศินตอบว่าไม่แน่ใจ และจะไม่ใช้ความหวังของตนเป็นข้ออ้างส่งคนอื่นไปตาย เขาจะตามหลักฐาน เปิดเผยความเสี่ยง และกลับมารายงานแม้วันที่ไม่พบอะไร นี่เป็นคำสัตย์ยากกว่าการประกาศว่าจะช่วยน้องให้ได้มากนัก
ก่อนออกเดินทาง เขาหยุดกินข้าวกับทุกคนจนจบมื้อ ทั้งที่คุ้นกับการลุกหนีไปฝึกดาบเมื่อแสงจันทร์ขึ้น คนอื่นไม่ได้สังเกตความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยนั้น แต่ศศินรู้ว่าเขาเพิ่งกลับถึงบางแห่งทันเวลา ดาบเสี้ยวคืนยังพาเขาข้ามเงาได้ไกล ทว่าตั้งแต่นั้นมา เขาจะหันกลับมานับคนก่อนก้าวเสมอ เพราะเส้นทางที่เร็วที่สุดไม่มีความหมาย หากปลายทางเหลือเพียงตนคนเดียว